Warning: Undefined array key "lazy_load_youtube" in /home/u777227255/domains/who-created-you.com/public_html/wp-content/plugins/presto-player/templates/video.php on line 35
playsinline >

อิสลาม คือ การยอมจำนนต่อพระเจ้าเอกองค์อัลลอฮ์ ผู้สร้างและผู้ปกครองจักรวาล การจำนนต่อพระองค์ด้วยความรักและการให้ความยิ่งใหญ่แด่พระองค์ แก่นแท้ของศาสนาอิสลามคือความเชื่อศรัทธาในพระเจ้าเอกองค์อัลลอฮ์ พระองค์ทรงเป็นผู้สร้างที่แท้จริง และทุกสิ่งนอกเหนือจากพระองค์แล้วคือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยพระองค์ทั้งสิ้น และพระองค์ผู้เดียวเท่านั้นที่คู่ควรแก่การเคารพสักการะโดยไม่มีคู่เคียงอันเป็นภาคีใดๆ ไม่มีพระเจ้าที่แท้จริงอื่นใดนอกจากพระองค์ พระองค์ทรงมีบรรดาพระนามที่งดงามที่สุด และมีบรรดาคุณลักษณะอันสูงส่งที่สุด พระองค์ทรงมีความสมบูรณ์แบบไร้ที่ตำหนิใดๆ พระองค์ไม่ทรงให้กำเนิดผู้ใดและไม่มีผู้ใดให้กำเนิดพระองค์ พระองค์ทรงไม่มีผู้ใดเท่าเทียม และไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน และพระองค์ไม่ได้สิงสู่และสถิตอยู่ในสิ่งถูกสร้างใดๆ ทั้งสิ้น

อิสลามเป็นศาสนาของพระเจ้าเอกองค์อัลลอฮ์ ผู้ทรงเกรียงไกร ซึ่งพระองค์จะไม่ยอมรับศาสนาอื่นที่มนุษย์นับถือ และอิสลามเป็นศาสนาที่บรรดาศาสนทูต (ขอความสันติสุขจงมีแด่พวกเขา) ทั้งหลายได้นำมาเผยแผ่ให้กับมวลมนุษย์ทั้งหลาย

และส่วนหนึ่งจากหลักการของศาสนาอิสลามคือการศรัทธาต่อบรรดาเหล่าศาสนทูตทั้งหมด โดยพระเจ้าเอกองค์อัลลอฮ์ได้ทรงส่งพวกเขาเพื่อเผยแผ่คำสอนของพระองค์ไปยังบ่าวของพระองค์ และได้ทรงประทานบรรดาคัมภีร์ให้แก่พวกเขา และศาสนทูตคนสุดท้ายคือ มุฮัมมัด (ขอความสันติสุขจงมีแด่เขา) พระองค์ทรงส่งบทบัญญัติอันสุดท้ายมาให้เขา ซึ่งเป็นการยกเลิกบทบัญญัติที่มีอยู่ก่อนหน้าเขา พระองค์ทรงสนับสนุนเขาด้วยความอัศจรรย์ (มุอฺญิซาต) อันยิ่งใหญ่ และที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ซึ่งเป็นพระวจนะของพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก คัมภีร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่มนุษย์ได้รู้จัก เป็นปาฏิหาริย์ทั้งเนื้อหา การออกเสียง และการจัดเรียงประโยค ประกอบด้วยทางนำสู่สัจธรรมอันนำไปสู่ความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า มันถูกรักษาไว้จนถึงทุกวันนี้ด้วยภาษาอาหรับซึ่งเป็นภาษาที่ถูกประทานลงมา ไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงและบิดเบือนแต่อย่างใดแม้เพียงอักษรเดียว และส่วนหนึ่งจากหลักการของศาสนาอิสลามคือ

การศรัทธาต่อบรรดามลาอิกะฮ์ และศรัทธาต่อวันโลกหน้า

โดยอัลลอฮ์จะทรงทำให้ผู้คนออกจากหลุมศพของพวกเขาในวันฟื้นคืนชีพ เพื่อทำการสอบสวนต่อการกระทำของพวกเขา ฉะนั้นผู้ใดก็ตามที่ทำความดีโดยเขาเป็นผู้ศรัทธา เขาจะมีความสุขชั่วนิรันดร์ในสวรรค์ และผู้ใดปฏิเสธศรัทธาและกระทำความชั่ว เขาจะได้รับการลงโทษอย่างสาหัสในนรก และหลักการของศาสนาอิสลามอีกประการหนึ่งคือ การศรัทธาต่อสิ่งที่อัลลอฮ์ได้กำหนดไว้สำหรับเขา ทั้งดีและไม่ดี

ชาวมุสลิมเชื่อว่าพระเยซูทรงเป็นบ่าวของพระเจ้าเอกองค์อัลลอฮ์ และเป็นศาสนทูตของพระองค์ และเขาไม่ใช่พระบุตรของพระเจ้า เนื่องจากพระเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่ พระองค์จึงไม่บังควรต่อการมีภรรยาหรือลูกชาย แต่พระเจ้าได้ทรงชี้แจงแก่เราในอัลกุรอานว่า พระเยซูทรงเป็นศาสนทูต โดยที่พระองค์ได้ทรงประทานปาฏิหาริย์มากมายแก่เขา และแท้จริงแล้วพระองค์ได้ส่งเขาเพื่อเรียกร้องหมู่ชนของเขาสู่การเคารพภักดีต่อเอกองค์อัลลอฮ์เพียงพระองค์เดียวโดยไม่มีภาคีใด พระเยซูไม่ได้ขอให้ผู้คนเคารพบูชาเขา แต่ในทางกลับกัน เขาเองก็มีการเคารพบูชาต่อพระผู้ทรงสร้างเขา

ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่สอดคล้องกันกับสัญชาตญาณและสติปัญญาที่บริสุทธิ์ เป็นที่ยอมรับของผู้มีจิตวิญญาณปกติทั่วไป เป็นศาสนาที่บัญญัติโดยพระเจ้าผู้ทรงสร้างและผู้ทรงยิ่งใหญ่แก่ผู้ที่พระองค์ได้ทรงทำ เป็นศาสนาแห่งความดีและนำมาซึ่งความสุขสำหรับทุกคน โดยมิได้แยกแยะระหว่างเชื้อชาติและสีผิว ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน ไม่มีผู้ใดโดดเด่นเหนือกว่าผู้ใด เว้นแต่ด้วยการงานที่ดีกว่า ผู้มีสติปัญญาที่ดีทุกคนจำเป็นต้องเชื่อในพระเจ้าเอกองค์อัลลอฮ์ในฐานะพระผู้เป็นเจ้าที่แท้จริง และอิสลามก็คือศาสนาที่แท้จริง และมุฮัมมัดเป็นผู้ส่งสาส์นของพระองค์ที่แท้จริง นี่คือทางเลือกสำหรับทุกคน ทั้งนี้เพราะอัลลอฮ์จะทรงสอบถามเขาในวันกิยามะฮ์เกี่ยวกับจุดยืนต่อสิ่งที่บรรดาศาสนทูตของพระองค์ได้เรียกร้องถึง ดังนั้น หากเขาเป็นผู้ศรัทธา เขาจะประสบกับชัยชนะและประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง และหากเขาเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธา เขาจะขาดทุนอย่างเห็นได้ชัด ผู้ใดที่ประสงค์เข้ารับอิสลาม ก็จงกล่าวว่า:

أشهد أن لا إله إلا الله وأشهد أن محمدا رسول الله

“อัชฮะดู อัลลา อิลาฮะ อิลลัลลอฮุ วะอัชฮะดู อันนะ มุฮัมมะดุรเราะซูลุลลอฮ์” ความว่า “ฉันขอปฏิญานตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพภักดีอย่างแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์ และฉันขอปฏิญานว่ามุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์” โดยรู้ความหมายของมันและศรัทธาต่อมัน และด้วยการกล่าวคำปฏิญาณนี้ เขากลายเป็นมุสลิมแล้ว จากนั้นเขาก็ศึกษาบทบัญญัติต่างๆ ของศาสนาอิสลามทีละเล็กทีละน้อย เพื่อเขาจะได้ปฏิบัติในสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงบัญชาไว้ให้เขาได้กระทำ

ข้อความที่สร้างแรงบันดาลใจให้คุณ

ข้อความศรัทธาสั้น ๆ ที่สื่อถึงความดีและแรงบันดาลใจ

ชีวิตจะเกิดขึ้นได้โดยไม่มีเหตุผลหรือ? หรือจักรวาลอันสมบูรณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นโดยบังเอิญได้อย่างไร? ใครเป็นผู้วางกฎของธรรมชาติและทำให้มันมั่นคงไม่แปรเปลี่ยน? ใครเป็นผู้ใส่ระบบที่แม่นยำในทุกเซลล์ของร่างกายคุณเพื่อคงไว้ซึ่งการมีอยู่ของคุณ? เหตุผลและสติปัญญาไม่อาจยอมรับได้ว่าสิ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยไม่มีผู้สร้าง แท้จริงแล้วทั้งหมดนี้คือผลงานของพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ทรงรอบรู้และทรงอำนาจ.

ในภาษาอาหรับ เราเรียกผู้สร้างว่า “อัลลอฮ์” ซึ่งหมายถึง พระเจ้าผู้แท้จริง เพียงพระองค์เดียวที่สมควรถูกเคารพภักดี และคำนี้ชาวอาหรับทุกศาสนา ทั้งมุสลิม ยิว และคริสเตียน ต่างใช้เพื่อหมายถึงพระผู้สร้าง อัลลอฮ์คือผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง มนุษย์ทั้งหลายหันไปหาพระองค์เมื่อประสบความทุกข์ยาก และยกคำวิงวอนต่อพระองค์ พระองค์ทรงสูงส่ง ไม่ปรากฏอยู่ในสิ่งถูกสร้างของพระองค์ พระองค์ทรงแยกออกจากสิ่งสร้าง ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน พระองค์ทรงเป็นเอก หนึ่งเดียว ไม่มีภาคี และผู้ใดที่ถูกบูชานอกเหนือจากพระองค์นั้นคือสิ่งเท็จที่ไม่สมควรถูกบูชาเลย.

พระผู้สร้างทรงต้องมีคุณลักษณะแห่งความงดงามและความสมบูรณ์พร้อม ปราศจากข้อบกพร่องหรือความบกพร่องใด ๆ พระองค์ไม่อาจเป็นเพียงรูปปั้นไร้วิญญาณ ไม่อาจมีคู่ครองหรือบุตร และไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสิ่งใดในบรรดาสิ่งถูกสร้างที่พระองค์ทรงให้กำเนิดและประทานปัจจัยยังชีพ พระองค์ทรงสมบูรณ์ในพระองค์เอง ทั้งในคุณลักษณะและการกระทำของพระองค์ ทรงมั่งคั่งปราศจากความต้องการสิ่งใดจากโลกทั้งหลาย ผู้ใดตระหนักถึงความจริงนี้ย่อมเข้าใจได้ว่า ทุกสิ่งนอกจากพระองค์นั้นไม่สมบูรณ์และเป็นสิ่งเท็จ และแท้จริงแล้วมีเพียงอัลลอฮ์เท่านั้นที่เป็นพระเจ้าผู้แท้จริง สมควรถูกเคารพบูชาแต่เพียงพระองค์เดียว.

จงใคร่ครวญถึงพระพรของอัลลอฮ์ที่มีต่อเจ้า — พระองค์คือผู้สร้างเจ้า ผู้ประทานปัจจัยยังชีพ ผู้ปกป้องเจ้าขณะอยู่ในครรภ์มารดา และทรงดูแลเจ้าตั้งแต่ยังเป็นเด็กจนเติบโตมาเป็นเช่นทุกวันนี้ มิใช่หรือว่าควรที่เจ้าจะค้นหาวิธีการเคารพบูชาและทำให้พระองค์พอพระทัย? มิใช่หรือว่าความกตัญญูต่อพระผู้สร้างต้องหมายถึงการนมัสการพระองค์ตามวิธีที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้ มิใช่ตามอารมณ์ของตนเอง? ผู้ใดที่ยอมรับในพระเมตตาและความโปรดปรานของพระผู้สร้าง ย่อมจำเป็นต้องเคารพบูชาพระองค์ตามแนวทางที่พระองค์ทรงพอพระทัย และควรใช้เวลาอย่างจริงใจในการแสวงหาศาสนาแห่งความจริง แทนที่จะเพียงลอกเลียนสิ่งที่บรรพบุรุษทำหรือคงอยู่ในศาสนาที่พระผู้สร้างไม่ทรงยินดี.

เป็นไปได้หรือที่อัลลอฮ์จะทรงสร้างเราโดยไม่บอกจุดประสงค์ของการมีอยู่ในโลกนี้? ไม่อาจเป็นไปได้ที่พระผู้สร้างจะทรงปล่อยเราไว้โดยไม่อธิบายเหตุผลแห่งการสร้าง พระองค์ทรงบริสุทธิ์จากความไร้สาระ ดังนั้น พระองค์จึงได้ส่งบรรดาศาสนทูตของพระองค์มาเพื่อให้เรารู้จักพระองค์ และเพื่อบอกเราถึงจุดหมายของชีวิต พระผู้สร้างได้สนับสนุนศาสนทูตเหล่านั้นด้วยหลักฐานมากมายที่แสดงถึงความจริงของพวกเขา ศาสนทูตทั้งหลายได้บอกเราว่า ชีวิตในโลกนี้เป็นเพียงบททดสอบ และอัลลอฮ์ทรงสร้างเราขึ้นเพื่อเคารพบูชาพระองค์ ผู้ที่ศรัทธาในเอกภาพของอัลลอฮ์และเชื่อฟังพระองค์ จะได้รับความสุขนิรันดร์ในสวนสวรรค์ ส่วนผู้ที่บูชาสิ่งอื่นนอกจากพระองค์ หรือปฏิเสธศรัทธาต่อศาสนทูตของพระองค์ จะต้องได้รับการลงโทษในนรกในปรโลก ชีวิตจึงมิใช่เรื่องเล่นหรือไร้ความหมาย แต่เป็นการทดสอบสั้น ๆ ซึ่งผลลัพธ์คือความสุขนิรันดร์หรือความทุกข์ชั่วนิรันดร์.

อัลลอฮ์ทรงส่งบรรดาศาสดาและศาสนทูตมากมายตลอดประวัติศาสตร์ และศาสดาทุกคนต่างเรียกร้องให้ชนของตนเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์เพียงองค์เดียวโดยไม่มีภาคี เมื่อผู้คนบิดเบือนคำสอนของศาสดา พระองค์ก็ทรงส่งศาสนทูตอีกคนหนึ่งมาเพื่อฟื้นฟูหลักเอกภาพของพระเจ้า ดังนั้น อิสลามจึงไม่ใช่ศาสนาใหม่ แต่เป็นศาสนาเดียวกันที่อาดัม นูห์ อิบรอฮีม มูซา และอีซา ตลอดจนศาสดาอื่น ๆ ได้นำมา ซึ่งหมายถึงการมอบตนต่ออัลลอฮ์เพียงองค์เดียวด้วยการเคารพภักดีและเชื่อฟัง และปฏิเสธการตั้งภาคีทุกรูปแบบ จากนั้นอัลลอฮ์ทรงปิดผนึกการส่งศาสนทูตด้วยมุฮัมมัด ﷺ เพื่ออธิบายความจริงที่ศาสดาทุกคนเคยเรียกร้อง และขจัดสิ่งเท็จที่มนุษย์ได้เพิ่มเข้าไปในศาสนาของพวกเขา พระองค์ทรงประทานโองการสุดท้ายของพระองค์เพื่อฟื้นฟูคำสอนที่สูญหาย และยืนยันสารนิรันดร์ว่า “จงเคารพบูชาอัลลอฮ์เพียงองค์เดียวโดยไม่มีภาคี และปฏิเสธสิ่งอื่นทั้งหมดนอกจากพระองค์” ผู้ที่ศรัทธาในมุฮัมมัด ﷺ ย่อมศรัทธาในศาสดาทั้งปวง และผู้ที่ปฏิเสธมุฮัมมัด ﷺ ก็เท่ากับปฏิเสธศาสดาทั้งหมด เพราะภารกิจของท่านคือการสืบต่อและปิดผนึกสารของพวกเขา.

ศรัทธาที่แท้จริงคือการเชื่อในศาสดาและศาสนทูตทั้งหมดของอัลลอฮ์โดยไม่เลือกปฏิบัติ ผู้ที่อยู่ในสมัยนูห์จะไม่เป็นผู้ศรัทธา เว้นแต่จะเชื่อในท่านนูห์ เช่นเดียวกับผู้ที่อยู่ในสมัยอิบรอฮีม มูซา หรืออีซา ก็ต้องเชื่อในพวกเขาทั้งหมด ปัจจุบันหลังจากการถูกส่งของมุฮัมมัด ﷺ อัลลอฮ์จะไม่ทรงยอมรับศาสนาใดจากผู้ใด นอกจากผู้ที่ศรัทธาในมุฮัมมัด ﷺ และศาสนทูตทั้งหมดก่อนหน้า ผู้ที่เชื่อในบางศาสดาแต่ปฏิเสธคนอื่น แท้จริงแล้วเป็นผู้ปฏิเสธทั้งหมด เพราะได้ปฏิเสธสารของอัลลอฮ์ที่ทรงส่งพวกเขามา ด้วยเหตุนี้ อิสลามจึงเป็นศาสนาแห่งความจริง เพราะรวบรวมความเชื่อในศาสดาทั้งปวงโดยไม่เว้นใคร และหน้าที่ในวันนี้คือการปฏิบัติตามศาสนทูตองค์สุดท้าย มุฮัมมัด ﷺ เพราะท่านถูกส่งโดยพระผู้สร้าง และสารของท่านได้ยกเลิกกฎหมายก่อนหน้า ผู้ที่ปฏิเสธท่าน ย่อมปฏิเสธพระผู้ทรงส่งท่านมา.

ศาสดาทุกองค์ที่อัลลอฮ์ทรงส่งมา พระองค์ได้ทรงสนับสนุนด้วยปาฏิหาริย์เพื่อยืนยันความจริงของพวกเขา มูซาได้แยกทะเลด้วยไม้เท้า อีซาได้รักษาผู้ตาบอดและโรคเรื้อนด้วยพระอนุมัติจากอัลลอฮ์ ส่วนมุฮัมมัด ﷺ ได้รับปาฏิหาริย์มากมาย โดยยิ่งใหญ่ที่สุดคืออัลกุรอาน หนังสือที่มีถ้อยคำและความหมายอันประเสริฐ ท้าทายชาวอาหรับและชนอื่นให้สร้างสิ่งที่เหมือนมันแต่ก็ไม่อาจทำได้ และอัลกุรอานยังคงได้รับการปกป้องจากการเปลี่ยนแปลงและบิดเบือนจนถึงปัจจุบัน ปาฏิหาริย์อื่นของท่าน ﷺ ได้แก่ การบอกเหตุการณ์ล่วงหน้าที่เกิดขึ้นจริง การแยกพระจันทร์ออกเป็นสองส่วน และน้ำที่พุ่งออกจากปลายนิ้วของท่าน แท้จริงแล้วท่านคือศาสนทูตของอัลลอฮ์ และการปฏิบัติตามท่านคือหน้าที่ของมนุษย์ทุกคน.

อัลลอฮ์ได้ตรัสไว้ในอัลกุรอานว่า ศาสนาเดียวที่พระองค์ทรงยอมรับคืออิสลาม และสิ่งอื่นนอกเหนือจากมันนั้นล้วนเป็นโมฆะ พระองค์ทรงชี้แจงว่า คัมภีร์ก่อนหน้านี้ถูกบิดเบือนและเปลี่ยนแปลง ดังนั้น พระองค์จึงทรงส่งมุฮัมมัด ﷺ เพื่อฟื้นฟูความจริงที่บรรดาศาสดาก่อนหน้าได้เรียกร้อง นั่นคือการเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์เพียงองค์เดียวและปฏิเสธสิ่งอื่นทั้งหมด พระองค์ตรัสว่า:
﴿وَمَن يَبْتَغِ غَيْرَ الْإِسْلَامِ دِينًا فَلَن يُقْبَلَ مِنْهُ وَهُوَ فِي الْآخِرَةِ مِنَ الْخَاسِرِينَ﴾ (อาลอิมรอน 85)
ดังนั้น อิสลามคือศาสนาแห่งความจริง และเป็นหนทางเดียวที่นำไปสู่ความพึงพอพระทัยของอัลลอฮ์และสวนสวรรค์.

อัลลอฮ์ทรงกล่าวไว้ในอัลกุรอานว่า อีซา บุตรของมัรยัม เป็นบ่าวของอัลลอฮ์และเป็นศาสนทูตของพระองค์ พระองค์ทรงส่งท่านมาพร้อมปาฏิหาริย์อันยิ่งใหญ่ เช่น การชุบชีวิตคนตาย และการรักษาผู้ตาบอดและโรคเรื้อนด้วยพระอนุมัติของอัลลอฮ์ ปาฏิหาริย์เหล่านี้เป็นหลักฐานที่ยืนยันว่าท่านเป็นศาสนทูตจากอัลลอฮ์ มิใช่พระเจ้าเอง ภารกิจของอีซาคือการเชิญชวนชนของตนให้เคารพภักดีต่ออัลลอฮ์เพียงองค์เดียวโดยไม่มีภาคี และปฏิเสธสิ่งอื่นทั้งหมดที่ถูกบูชานอกจากพระองค์ แต่ชาวคริสต์ได้บิดเบือนศาสนาของท่าน และกล่าวอ้างว่าท่านคือพระเจ้าหรือบุตรของพระเจ้า ซึ่งเป็นคำอ้างที่อัลลอฮ์ทรงปฏิเสธ และสามารถหักล้างได้ด้วยคำถามทางเหตุผลง่าย ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าความจริงที่สอดคล้องกับสติปัญญาและธรรมชาติมนุษย์ คือสิ่งที่อัลกุรอานนำเสนอ เช่น
– หากอัลลอฮ์ทรงสมบูรณ์แบบ เหตุใดพระองค์จึงต้องปรากฏในร่างของมนุษย์อันอ่อนแอที่ถูกดูหมิ่นและถูกตรึงบนไม้กางเขน?
– หากพระองค์ทรงมั่งคั่งและทรงอำนาจ เหตุใดพระองค์จึงต้องการมีบุตร?
– เหตุใดผู้บริสุทธิ์ (อีซา) ต้องถูกลงโทษแทนผู้กระทำผิด? นั่นคือความยุติธรรมหรือไม่?
– หากท่านเป็นพระเจ้า เหตุใดจึงร้องขอความช่วยเหลือบนไม้กางเขนว่า “พระเจ้าของข้า พระเจ้าของข้า เหตุใดพระองค์ทรงทอดทิ้งข้าพเจ้า?”
– หากท่านเป็นพระเจ้า เหตุใดจึงต้องอธิษฐานต่ออัลลอฮ์และนมัสการพระองค์? พระเจ้าจะอธิษฐานต่อพระองค์เองได้อย่างนั้นหรือ?
– เหตุใดท่านไม่รู้วันสิ้นโลก? พระเจ้าทรงรู้ทุกสิ่งมิใช่หรือ?
– แล้วใครคือพระเจ้าที่นูห์ อิบรอฮีม และมูซาเคารพก่อนการประสูติของอีซา?
– พระเจ้าจำเป็นต้องกิน ดื่ม และนอนหลับได้หรือไม่?
อัลลอฮ์ตรัสว่า:
﴿มะ มะซีหฺ บุตรของมัรยัม มิใช่อื่นใดนอกจากศาสนทูต ศาสนทูตก่อนหน้าเขาได้ล่วงไปแล้ว และมารดาของเขาเป็นสตรีผู้ซื่อสัตย์ ทั้งสองกินอาหาร ดูเถิด เราได้อธิบายโองการให้พวกเขาเห็นอย่างชัดเจน แล้วดูเถิดว่าพวกเขาถูกบิดเบือนไปได้อย่างไร﴾ (อัลมาอิดะฮ์ 75)
ความจริงเหล่านี้เพียงพอแล้วที่จะยืนยันว่าการทำให้อีซาเป็นพระเจ้าคือความเท็จ และพิสูจน์ว่าเขาเป็นมนุษย์ผู้มีเกียรติและเป็นศาสดาที่อัลลอฮ์ทรงส่งมา แท้จริงแล้วอัลลอฮ์ทรงเอกะ ไม่มีภาคี และอีซาเป็นบ่าวและศาสนทูตของพระองค์ หน้าที่ของมนุษย์ในวันนี้คือการศรัทธาต่อศาสดาท่านสุดท้าย มุฮัมมัด ﷺ และอัลกุรอานซึ่งอัลลอฮ์ทรงปกป้องจากการบิดเบือน.

อัลลอฮ์ได้บอกเราในอัลกุรอานว่า ชีวิตนี้มิได้เกิดขึ้นอย่างไร้ความหมาย แต่มีวันที่ยิ่งใหญ่รออยู่ข้างหน้า นั่นคือวันกิยามะฮ์ วันที่มนุษย์จะถูกปลุกให้ฟื้นขึ้นจากความตาย เพื่อรับการตัดสินตามการกระทำของตน อัลลอฮ์ตรัสว่า:
﴿บรรดาผู้ปฏิเสธกล่าวว่า พวกเขาจะไม่ถูกทำให้ฟื้นขึ้นอีก จงกล่าวเถิดว่า เปล่าเลย ขอสาบานต่อองค์อภิบาลของข้า พวกเจ้าจะถูกทำให้ฟื้นขึ้น แล้วพวกเจ้าจะถูกบอกถึงสิ่งที่พวกเจ้าได้กระทำไป และนั่นเป็นเรื่องง่ายสำหรับอัลลอฮ์﴾ (อัตตะฆอบุน 7)
ในวันนั้น มุสลิมผู้ศรัทธาในเอกภาพของพระเจ้าจะได้รับเกียรติให้เข้าสู่สวนสวรรค์และความสุขนิรันดร์ ส่วนผู้ปฏิเสธและผู้ตั้งภาคีจะถูกลงโทษด้วยไฟนรก เนื่องจากการปฏิเสธความจริง อัลลอฮ์ตรัสอีกว่า:
﴿ผู้ใดถูกให้ห่างจากไฟนรกและได้เข้าสู่สวนสวรรค์ ผู้นั้นย่อมได้รับชัยชนะ และชีวิตในโลกนี้มิใช่อื่นใดนอกจากความเพลิดเพลินชั่วคราวที่หลอกลวง﴾ (อาลอิมรอน 185)
ดังนั้น มนุษย์ควรใคร่ครวญถึงชะตากรรมของตน และพยายามอย่างเต็มที่เพื่อเป็นหนึ่งในชาวสวรรค์ เพราะการสูญเสียที่แท้จริงคือการสูญเสียในปรโลก.

อิสลามคือศาสนาแห่งความจริงที่ตอบสนองความต้องการทั้งทางจิตวิญญาณและทางร่างกายของมนุษย์ มอบความสงบ ความมั่นคง และความสุขในโลกนี้ และเป็นหนทางเดียวที่นำไปสู่ความรอดในโลกหน้า พระพรอันยิ่งใหญ่ที่สุดที่อัลลอฮ์ทรงสัญญาแก่ผู้ศรัทธาคือสวรรค์ — ชีวิตนิรันดร์ที่ปราศจากความเจ็บปวด ความเศร้า หรือความทุกข์ ที่นั่นมีสิ่งที่ตาไม่เคยเห็น หูไม่เคยได้ยิน และจิตใจมนุษย์ไม่อาจจินตนาการได้ ผู้ใดปรารถนาความสุขที่แท้จริงและชัยชนะอันยิ่งใหญ่ จงรู้ไว้ว่า เส้นทางสู่สิ่งนั้นคืออิสลาม ศาสนาแห่งความจริงที่อัลลอฮ์ทรงพอพระทัยแก่บ่าวของพระองค์.

ผู้ใดประสงค์จะเข้าสู่อิสลาม ต้องกล่าวปฏิญาณว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่สมควรถูกเคารพภักดีนอกจากอัลลอฮ์ และมุฮัมมัดคือศาสนทูตของอัลลอฮ์” และต้องศรัทธาในเสาหลักแห่งความเชื่อทั้งหก ซึ่งเป็นพื้นฐานของหลักความศรัทธาในอิสลาม ได้แก่

  1. ศรัทธาต่ออัลลอฮ์เพียงองค์เดียว และเคารพบูชาพระองค์โดยไม่มีภาคี

  2. ศรัทธาในมลาอิกะฮ์ของอัลลอฮ์

  3. ศรัทธาในคัมภีร์ที่อัลลอฮ์ทรงประทาน

  4. ศรัทธาในศาสดาและศาสนทูตทั้งหมดของอัลลอฮ์ เช่น อาดัม นูห์ อิบรอฮีม มูซา ดาวูด อีซา และมุฮัมมัด (ขอความสันติจงมีแด่พวกเขาทั้งหมด)

  5. ศรัทธาในวันสุดท้าย ซึ่งมีการฟื้นคืนชีพ การชำระบัญชี สวรรค์ และนรก

  6. ศรัทธาในกำหนดลิขิตทั้งดีและร้าย.

อัลลอฮ์ทรงบอกเราในอัลกุรอานว่า หลายคนปฏิเสธความจริงเพียงเพราะเลียนแบบบรรพบุรุษของตน แต่สิ่งนั้นจะไม่เป็นข้ออ้างให้พวกเขาในวันกิยามะฮ์ การแสวงหาความพอพระทัยของอัลลอฮ์ย่อมสำคัญกว่าการเอาใจมนุษย์ทั้งปวง เพราะพระองค์คือผู้สร้าง ผู้ประทานปัจจัยยังชีพ และผู้มีพระมหากรุณาต่อเจ้า ดังนั้นอย่าชะลอการตัดสินใจของเจ้า และอย่าให้ความกลัวหรืออดีตมาขัดขวางจากพระพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะชัยชนะที่แท้จริงคือการเข้าสู่อิสลามและเป็นบ่าวผู้ศรัทธาในอัลลอฮ์ และหากเจ้ากังวลที่จะประกาศการเป็นมุสลิม เจ้าสามารถยอมรับอิสลามในใจโดยไม่ต้องประกาศต่อสาธารณะ จนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม.

หากเจ้าประสงค์จะเข้าสู่อิสลาม กระบวนการนี้ง่ายมาก ไม่ต้องมีพิธีกรรมหรือสถานที่เฉพาะ เพียงกล่าวคำปฏิญาณด้วยลิ้นของเจ้า พร้อมความเข้าใจและศรัทธาในหัวใจว่า:
“ข้าพเจ้าขอปฏิญาณว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่สมควรถูกเคารพภักดีนอกจากอัลลอฮ์ และมุฮัมมัดคือศาสนทูตของอัลลอฮ์”
ด้วยถ้อยคำนี้ เจ้าจะเข้าสู่อิสลาม และเริ่มต้นชีวิตใหม่กับพระผู้สร้างของเจ้า พระองค์จะทรงอภัยให้แก่สิ่งที่ผ่านไป และประทานรางวัลอันยิ่งใหญ่แก่เจ้า หลังจากนั้น เจ้าจะค่อย ๆ ศึกษาและเรียนรู้เรื่องศาสนาไปทีละขั้นตอน เพราะอิสลามคือศาสนาที่ชัดเจนและเรียบง่าย ปราศจากความซับซ้อน.

Warning: Undefined array key "lazy_load_youtube" in /home/u777227255/domains/who-created-you.com/public_html/wp-content/plugins/presto-player/templates/video.php on line 35
playsinline >

ก้าวสู่ความรู้ของคุณ

จุดพักที่พาคุณเข้าใกล้ความจริง เริ่มจากการฟังเพื่อใคร่ครวญ
จากนั้นอ่านเพื่อค้นพบ
และสุดท้ายด้วยการสนทนาเพื่อหาคำตอบที่ชัดเจนจากใจกลางของศาสนาอิสลาม

ลิขสิทธิ์ © 2025 – WhoCreatedYou

Scroll to Top